Google Trend และ Keyword Results ตัวช่วยค้นหาสินค้ายอดฮิต บนโลกออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า New Normal จะทำให้โฉมหน้าในการเลือกซื้อสินค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน หลังจากสถานการณ์ COVID-19 โดยในช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นถึงการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ กันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซื้อผ่านแอพดังอย่าง Shopee, Lazada เว็บไซต์ของร้านค้า หรือกระทั่งซื้อ-ขายผ่าน Facebook Page แต่แน่นอนว่าถึงแม้จะเกิดการสั่งซื้อผ่านออนไลน์มากมาย แต่ย่อมมีทั้งสินค้าที่ขายดี – ขายไม่ดี แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าตัวไหนควรจะนำมาขายออนไลน์ หรือสินค้าตัวไหนควรนำมาลงโฆษณาเพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น 

ไม่ใช่สินค้าทุกอย่างที่จะขายดีตลอดเวลา เรามักพบว่าสินค้าบางประเภทจะขายดีแค่ในบางช่วงเวลาเท่านั้น ด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมาย แต่ปัญหา “ขายอะไรดี” สามารถหาคำตอบได้ด้วยเครื่องมือออนไลน์อย่าง Google Trend

Google Trend เครื่องมือในการสำรวจว่าคนทั้งโลกกำลังค้นหาอะไร

เพียงแค่คุณเข้าไปที่  https://trends.google.co.th/trends ใส่ข้อความสินค้าที่คุณอยากจะขายลงไป คุณก็สามารถดูได้ว่าสินค้าชิ้นนั้น มีแนวโน้มการค้นหามากน้อยแค่หน โดย Google Trend สามารถดูสถิติการค้นหาเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไปจนถึง 10 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดได้ว่าจะดูข้อมูลของประเทศใด ทำให้คุณวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้นว่าช่วงไหนสินค้าอะไรขายดีบ้าง

google trend1

อย่างเช่นตามตัวอย่างในภาพด้านบนนี้ ระหว่างสินค้า เจลล้างมือ กับ เครื่องฟอกอากาศ ช่วงข้อมูลสถิติการแสดงผลของสินค้าทั้ง 2 ประเภทนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2019 จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2020 จะมีลักษณะการค้นหาที่แตกต่างกันอยู่ 2 รูปแบบ โดยคำค้นหาแรกอย่าง เครื่องฟอกอากาศ จะค่อนข้างชัดเจนว่าในช่วงเดือนมกราคมของทั้ง 2 ปี มีการค้นหาจำนวนมาก ซึ่งตรงกับช่วงที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ค่อนข้างที่จะหนักทั่วทั้งประเทศ และจะเห็นว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ดังนั้นจากข้อมูลนี้เราจึงสามารถนำมาใช้ในการเตรียมความพร้อมของร้านค้า-สินค้า เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีต่อ ๆ ไปได้

ในขณะที่สินค้าอย่างเจลล้างมือเป็นสินค้าที่ขายดีแค่ตามสถานการณ์เท่านั้น ทันทีที่มีการแพร่ระบาด การค้นหาคำเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่สถานการณ์เริ่มสงบการค้นหาจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย ซึ่งเมื่อคุณย้อนดูข้อมูลมากขึ้นก็จะทำให้เริ่มเห็นเทรนด์ของสินค้าชิ้นนั้นมากขึ้นนั้นเอง

Google Trend ช่วยคุณเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

นอกจากที่เราจะใช้ Google Trend ในการหาว่าสินค้าตัวไหนถูกพูดถึงแล้ว  Google Trend ยังสามารถใช้เพื่อค้นหาว่า Keyword ที่ผู้คนใช้ในการค้นหานั้น เป็นคำว่าอะไร คำไหนมาแรง คำไหนเป็นที่นิยม ซึ่งหากเรารู้ข้อมูลในส่วนนี้ ก็ช่วยทำให้เราสามารถปรับแต่งข้อมูลของสินค้า และหน้าเว็บไซต์แบรนด์ออนไลน์ของเรา ให้ตรงกับความต้องการของว่าที่ลูกค้าเราได้ ทั้งยังสามารถข้อมูลนี้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO  ให้กับเว็บไซต์ ที่จะส่งผลดีต่อการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ของ Google หรือแม้กระทั่งการนำ Keyword ที่เราได้ข้อมูลมา ไปใช้เป็นคำขึ้นต้นในโฆษณาสินค้าของคุณด้วย Google Ads ก็จะส่งผลให้โฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ่น

เลือกคีย์เวิร์ดกำลังมาแรง เพื่อรองรับโอกาสการขายที่กำลังจะมาถึง

ถึงแม้ว่าวันปกติทั่วไปเราอาจจะค้นหาด้วยคำว่า เครื่องฟอกอากาศ แต่ช่วงที่มีวิกฤติ PM 2.5 เราอาจจะเสิร์ชคำว่า เครื่องกรองฝุ่น PM 2.5 ดังนั้นหากเรามีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดมาแรงอยู่เรื่อย ๆ เราจะรู้ได้ว่า แนวโน้มการค้นหาจะไปในทิศทางไหน และสามารถปรับข้อมูลสินค้าและหน้าเว็บไซต์แบรนด์ของเราให้ตามกระแสได้ทันท่วงที ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย

เลือกคำค้นหายอดนิยม เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหญ่

นอกจากแนวโน้มของ Keyword ที่มาแรง การมองหาคำค้นหายอดนิยม ก็ช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจกลุ่มใหญ่ที่มีโอกาสจะเป็นลูกค้าของเราแบบที่ไม่ต้องรอเทรนด์

กำหนดภูมิภาค หรือเมือง เพื่อจำกัดผลลัพธ์ก็ทำได้

นอกจากนี้ Goole Trends ยังสามารถแสดงได้ตามภูมิภาคหรือเมืองที่มีการค้นหาได้ ทำให้เราสามารถที่จะเจาะหาข้อมูลคำค้นหายอดฮิต หรือมาแรง เฉพาะในประเทศของเรา หรือภูมิภาคที่เราต้องการนำเสนอสินค้าไปถึงได้ และฟังก์ชั่นการกำหนดผลลัพธ์ข้อมูลตามภูมิภาค หรือเมือง จะยิ่งสำคัญมากหากธุรกิจของคุณสามารถให้บริการลูกค้าได้ในพื้นที่จำกัด เช่น คุณเป็นร้านขายดอกไม้ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ลูกค้าที่เชียงใหม่ อาจจะใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหาว่า “ร้านดอกไม้ เชียงใหม่” ในขณะที่คนที่อาศัยอยู่กรุงเทพ อาจจะเสิร์ชคำว่า “ร้านดอกไม้ พร้อมส่งใน 1 วัน”

google trend2

เพิ่มประสิทธิภาพโฆษณาให้สูงสุดด้วย Keyword Result Tool

นอกจาก Google Trend แล้ว อีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้คีย์เวิร์ดได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เห็นจะหนีไม่พ้น เครื่องมือที่มีชื่อว่า Keyword Result Tool

Google Trend ใช้ดูภาพกว้างของคีย์เวิร์ด แต่ Keyword Result Tool ใช้เจาะลึกข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทภาพ

Keyword Results Tool เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณหาผลลัพธ์ได้ว่าคำค้นหาที่ Google Trend บอกว่าแนวโน้มดีนั้น มีคนค้นหาจริง ๆ อยู่เท่าไหร่, มีการแข่งขันของคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน และบริการ Keyword Result Tool บางเจ้ายังช่วยประเมินค่าโฆษณาต่อคลิก หากเราเลือกใช้คีย์เวิร์ดนั้นในการโฆษณาอีกด้วย

google trend3

โดย Keyword Results Tool มีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น wordtracker, keywordtool, wordstream หรือแม้แต่ใน Google Ads เองก็มีเครื่องมือนี้ ภายใต้ชื่อ Keyword Planner ให้คุณได้ใช้งานเช่นกัน ซึ่งการทำงาน Keyword Planner นั้นก็ใช้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใส่คำค้นหาหรือ Keyword ที่คุณต้องการ หลังจากนั้นเครื่องมือจะแสดงผลปริมาณการค้นหาโดยประมาณ อัตราการแข่งขันของ Keyword หรือแม้แต่ราคา bid ต่ำสุดและสูงสุดของ Keyword ที่เลือกไว้อีกด้วย

Keyword ที่ดีที่แบรนด์จะเลือกมาใช้ควรเป็นคีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาสูง และอัตราการแข่งขันต่ำ

วางแผนการโฆษณาด้วย Google Ads

หากคุณต้องการที่จะลงโฆษณากับ Google Ads อยู่แล้ว เราแนะนำให้คุณใช้ Keyword Planner เป็นเครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ด เพราะ Keyword Planner นอกจากจะทำหน้าที่ของบริการ Keyword Result Tool แล้ว คีย์เวิร์ดแพลนเนอร์ยังช่วย พยากรณ์ (Forecast) ให้คุณได้ว่า ใน Keyword ที่คุณเลือกมา และงบประมาณที่คุณมีอยู่นั้น จะมีผลลัพธ์การโฆษณาออกมาอย่างไรบ้างซึ่ง Keyword Planner สามารถพยากรณ์ได้ตั้งแต่จำนวนคลิกที่คาดว่าจะได้ การแสดงผล ค่าใช้จ่าย อัตราการกดโฆษณา หรือแม้แต่ราคาต่อคลิก ซึ่งคุณสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้เลย ก่อนการตั้งค่าโฆษณาบน Google Ads และปรับปรุงประสิทธิภาพโฆษณาของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การลงโฆษณาของคุณคุ้มค่าและได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม

google trend4

ไม่อยากยุ่งยาก แต่อยากทำโฆษณา ให้ Google Shopping Ads ช่วยได้

หากขั้นตอนที่กล่าวมาด้านบนทั้งหมดยังยุ่งยากเกินไป หรือคุณมีสินค้าอยู่แล้ว อยากที่จะทำโฆษณาทุกชิ้น แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เราขอแนะนำการโฆษณาสินค้าที่ดีที่สุดของ Google นั่นก็คือ Google Shopping Ads

ไม่ต้องเลือกคีย์เวิร์ดเอง เพราะ AI ของ Google จะช่วยเลือกให้คุณ

Smart Bidding ซึ่งเป็น AI ของ Google เป็นตัวช่วยเบื้องหลังการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดของ Google Shopping Ads ซึ่งจะทำการเรียนรู้จาก Context หรือข้อมูลภาพรวมของสินค้าของคุณ ก่อนที่จะนำไปคิดและวิเคราะห์ว่าสินค้าของคุณควรจะแสดงผลให้กับผู้ค้นหา ที่ค้นหาด้วยคำว่าอะไร ถึงจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นคุณจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับการเลือกคีย์เวิร์ด เว้นก็แต่คำที่ใช้เป็นชื่อสินค้าที่ยังควรจะใช้แนวคิดการเลือก Keyword มาช่วย เพื่อเสริมให้ประสิทธิภาพของ AI ทำงานได้ดียิ่งขึ้นไป

อยากรู้อะไรขายดี Shopping Ads ก็ช่วยได้

เมื่อเราเริ่มทำโฆษณาสินค้าผ่าน Google Shopping Ads เราสามารถเลือกนำสินค้าทั้งหมดส่งเข้าไปในระบบ แล้วให้ Google เลือกนำไปแสดงผลโฆษณาให้เอง ซึ่งหลังจากมีการนำไปโฆษณามาแล้ว Google จะมีการสรุปผลลัพธ์กลับมาให้ว่า สินค้าชิ้นใด มีการแสดงผลเยอะ สินค้าชิ้นใด มีคลิกเข้าชมเยอะ และสินค้าชิ้นใด เกิดยอดขายจริงจากการโฆษณาสูงที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ คุณสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกสินค้ามาขาย หรือใช้ในการทำโฆษณาในรูปแบบอื่น ๆ ได้อีกด้วย

สำหรับแบรนด์ออนไลน์ที่สนใจลงโฆษณาแบบ Google Shopping Ads ก็สามารถดูรายละเอียดได้ที่ LnwX.com หรือโทร. 061-464-8748 (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10.00 – 19.00 น.)

 

Please follow and like us: